ในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (Non-Farm Payrolls) ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกดดันราคาทองคำ ทำให้ทองคำเคลื่อนไหวในช่วงแคบในระยะสั้น โดยตลาดกำลังจับตามองว่าจะมีการทะลุช่วงราคานี้หรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์ผลกระทบจากข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่มีต่อราคาทองคำ พร้อมทั้งอธิบายแนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้น
1. ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่ง กดดันราคาทองคำ
ในเดือนกันยายน 2023 สหรัฐฯ รายงานข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 263,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ที่ 185,000 ตำแหน่ง แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในตลาดแรงงานของสหรัฐฯ อัตราการว่างงานคงที่ที่ 3.5% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.7% โดยข้อมูลนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำ
ผลกระทบของข้อมูลการจ้างงานที่มีต่อทองคำ: ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งจะทำให้มีความคาดหวังว่าเฟด (Federal Reserve) จะยังคงดำเนินนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันราคาทองคำ เพราะทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน และมีความสัมพันธ์เชิงลบกับดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่า: หลังจากข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมา ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) ขยับจากระดับประมาณ 103.00 ขึ้นมาที่ 104.50 ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำถูกกดดัน โดยราคาทองคำและดอลลาร์มักมีความสัมพันธ์เชิงลบ การที่ดอลลาร์แข็งค่าทำให้ทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น จึงส่งผลให้ความต้องการทองคำลดลง
2. ทองคำเคลื่อนไหวในช่วงแคบ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทองคำเคลื่อนไหวในช่วงแคบ โดยมีการขึ้นลงในกรอบระหว่าง 1,950 ดอลลาร์/ออนซ์ และ 1,970 ดอลลาร์/ออนซ์ ทองคำยังคงไม่สามารถทำลายกรอบนี้ได้ และยังคงเคลื่อนไหวในแนวโน้มการสวิงในช่วงนี้ นี่คือจุดที่สำคัญในปัจจุบัน:
ระดับการสนับสนุนและต้านทาน: ระดับการสนับสนุนที่สำคัญสำหรับทองคำคือ 1,950 ดอลลาร์/ออนซ์ ในขณะที่ระดับต้านทานอยู่ที่ 1,970 ดอลลาร์/ออนซ์ การวิเคราะห์ทางเทคนิคแสดงให้เห็นว่า หากทองคำสามารถทะลุระดับต้านทาน 1,970 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้ อาจจะมีการทดสอบระดับ 2,000 ดอลลาร์/ออนซ์ แต่หากราคาทองคำไม่สามารถทะลุระดับนี้ได้ ก็อาจจะมีการเคลื่อนไหวในกรอบเดิมต่อไป
สาเหตุของการเคลื่อนไหวในช่วงแคบ: ในขณะที่ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรแข็งแกร่งขึ้น ตลาดทองคำก็เกิดการเคลื่อนไหวในช่วงแคบ ทั้งนี้เป็นเพราะตลาดยังคงไม่แน่ใจเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด และนักลงทุนกำลังรอข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อยืนยันทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงมีอยู่ ซึ่งรวมถึงความไม่แน่นอนจากการเมืองและตลาดหุ้นที่อาจทำให้ทองคำมีการเคลื่อนไหวในช่วงแคบต่อไป
3. การสนับสนุนจากข้อมูลและสถานการณ์เศรษฐกิจ
การคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด: แม้ว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งแล้ว แต่ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ตลาดคาดว่าเฟดอาจยังคงมีท่าทีที่ค่อนข้างเข้มงวดในเรื่องนโยบายการเงิน เนื่องจากข้อมูลจากสหรัฐฯ ยังคงแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงสูง โดยเฉพาะในด้านค่าพลังงานและค่าแรง ซึ่งทำให้เฟดมีเหตุผลในการรักษานโยบายดอกเบี้ยสูงต่อไป
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลก: แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในประเทศจีนและยุโรป ซึ่งผลประกอบการทางเศรษฐกิจของทั้งสองพื้นที่ต่ำกว่าคาด การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอาจทำให้ตลาดยังคงมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งทองคำยังคงเป็นตัวเลือกหลัก
อัตราเงินเฟ้อและทองคำ: แม้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูง แต่ข้อมูล CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค) ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวลง โดยในเดือนสิงหาคม 2023 CPI เพิ่มขึ้นเพียง 3.7% จากปีที่แล้ว ลดลงจาก 9.1% ในเดือนมิถุนายน การชะลอตัวของเงินเฟ้อช่วยให้ทองคำได้รับการสนับสนุนในช่วงที่ดอลลาร์แข็งค่า
4. แนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้น
ในระยะสั้น ราคาทองคำอาจจะยังคงเคลื่อนไหวในช่วงแคบต่อไป โดยนักลงทุนควรจับตามองปัจจัยต่างๆ ดังนี้:
นโยบายการเงินของเฟด: ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า คำแถลงการณ์จากเฟดและการกล่าวของเจ้าหน้าที่เฟดจะมีผลกระทบโดยตรงต่อทองคำ หากเฟดยังคงท่าทีว่าจะขึ้นดอกเบี้ย ทองคำอาจเผชิญกับแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่ถ้าตลาดคาดว่าเฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทองคำอาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น
ข้อมูลเศรษฐกิจโลก: การแสดงออกของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและยุโรป จะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทองคำ หากเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัว ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนราคาทองคำ