07/10/2026 • โดย: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย

S&P 500 ปิดเหนือยอดเดิมแค่ 2 จุด 7 ต.ค. 2026

ตลาดหุ้นสหรัฐเข้าสู่วันที่ 7 ตุลาคมด้วยสถานการณ์ทางเทคนิคที่น่าสนใจ หลัง S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือน โดยเพิ่มขึ้น 0.58% ในการซื้อขายวันอังคารและปิดที่ 7,818.93 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite เพิ่ม 0.45% และ Dow Jones เพิ่ม 0.49% การฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีและการชะลอลงของแรงขายในตลาดพันธบัตรช่วยให้ดัชนีหลักกลับมาอยู่ในแดนบวกได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การทำสถิติใหม่ไม่ได้หมายความว่าการทะลุแนวต้านครั้งนี้ได้รับการยืนยันอย่างสมบูรณ์ S&P 500 ขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 7,844.52 จุด แต่กลับลงมาปิดที่ 7,818.93 จุด ซึ่งสูงกว่ายอดเดิมเดือนสิงหาคมบริเวณ 7,816.70 จุดเพียงประมาณ 2 จุดเท่านั้น ส่วน Nasdaq 100 ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 31,361 จุด แต่ปิดต่ำกว่าราคาเปิด ขณะที่ Dow ยังห่างจากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมมากกว่า 5%

รายละเอียดเหล่านี้ทำให้การวิเคราะห์วันนี้แตกต่างจากช่วงที่ตลาดกำลังพยายามฟื้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยในสัปดาห์ก่อน เพราะ S&P 500 และ Nasdaq 100 ผ่านแนวต้านสำคัญไปแล้วในระดับหนึ่ง สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่าดัชนีสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้หรือไม่ แต่เป็นการรักษาระดับหลังการทะลุแนวต้าน โดยเฉพาะเมื่อราคาวันอังคารเริ่มมีแรงขายกลับจากจุดสูงสุดระหว่างวัน

S&P 500 ทะลุ 7,816 แต่ราคาปิดยังไม่ห่างจากแนวต้านเดิม

หากดูการเคลื่อนไหวของ S&P 500 ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน จะเห็นว่าดัชนีสร้างโครงสร้างการฟื้นตัวค่อนข้างชัด หลังลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 7,651.54 จุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน ราคากลับขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนตุลาคม โดยปิดที่ 7,666.45 จุดในวันที่ 1 ตุลาคม ก่อนเพิ่มเป็น 7,722.72 จุดในวันที่ 2 ตุลาคม และ 7,773.95 จุดในวันที่ 5 ตุลาคม

การขึ้นวันอังคารจึงเป็นการต่อยอดจากแนวโน้มฟื้นตัวที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่การกระโดดขึ้นจากข่าวเพียงวันเดียว แต่เมื่อราคาเข้าสู่บริเวณ 7,816.70 จุด ซึ่งเป็นยอดเดิมในเดือนสิงหาคม แรงขายเริ่มปรากฏชัดขึ้น ดัชนีสามารถผ่านระดับดังกล่าวและทำ High ใหม่ที่ 7,844.52 จุด แต่ไม่สามารถรักษาระดับใกล้ High จนถึงช่วงปิดตลาดได้

หากพิจารณารูปแบบแท่งเทียนรายวัน จะพบว่าราคาเปิดและจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 7,805.96 จุด ก่อนปรับขึ้นไปทำ High แล้วถอยกลับมาปิดที่ 7,818.93 จุด จึงเกิดไส้เทียนด้านบนยาวกว่าตัวแท่งเทียนอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้ยืนยันว่าตลาดกำลังกลับตัวเป็นขาลง แต่แสดงว่าการซื้อไล่ราคาเหนือยอดเดิมยังไม่สามารถรักษาความได้เปรียบไว้ได้ตลอดทั้งวัน

บริเวณ 7,800–7,817 จุด จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดในระยะสั้น เพราะประกอบด้วยทั้งแนวต้านเดิมและบริเวณราคาเปิดของวันที่ทำจุดสูงสุดใหม่ หาก S&P 500 ย่อลงมาทดสอบพื้นที่นี้แล้วมีแรงซื้อกลับ จะเป็นสัญญาณที่ดีว่าแนวต้านเดิมกำลังเปลี่ยนหน้าที่เป็นแนวรับ และการทะลุขึ้นเมื่อวันอังคารมีโอกาสพัฒนาเป็นแนวโน้มต่อเนื่องได้

ในทางกลับกัน หากราคาปิดกลับต่ำกว่า 7,800 จุดทันทีหลังสร้าง High ใหม่ จะทำให้การเคลื่อนไหววันอังคารมีลักษณะของการทะลุแนวต้านที่ยังไม่สำเร็จ โดยเฉพาะถ้าการดีดกลับครั้งต่อไปไม่สามารถผ่าน 7,817 ได้อีกครั้ง

ระดับ Fibonacci ก็สนับสนุนความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าว หากวัดจากจุดต่ำสุดวันที่ 30 กันยายนที่ 7,651.54 จุดถึง High ล่าสุด 7,844.52 จุด ระดับ 23.6% ของการย่อตัวอยู่ประมาณ 7,799 จุด ส่วนระดับ 38.2% อยู่ใกล้ 7,771 จุด ทำให้แนวรับแรกของการขึ้นรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขกลมเพียงอย่างเดียว แต่มีโครงสร้างจากการเคลื่อนไหวจริงรองรับ

หาก 7,800 รับไม่อยู่ พื้นที่ประมาณ 7,765–7,780 จุด จะเป็นแนวรับถัดไป เพราะอยู่ใกล้ Fibonacci 38.2% และราคาปิดวันที่ 5 ตุลาคม ส่วนการลดลงต่ำกว่า 7,750 จุดจะเริ่มทำให้การฟื้นจากปลายเดือนกันยายนเสียรูปมากขึ้น เนื่องจากราคาจะคืนกำไรเกือบครึ่งหนึ่งของการขึ้นล่าสุด

ด้านบน จุดสูงสุด 7,844.52 จุดกลายเป็นระดับที่ต้องผ่านก่อน หากดัชนีกลับขึ้นเหนือบริเวณนี้และสามารถปิดใกล้ High ของวันได้ จะเป็นสัญญาณที่แข็งแรงกว่าการทะลุเมื่อวันอังคารอย่างชัดเจน หลังจากนั้นพื้นที่ 7,900 จุดจะเป็นระดับถัดไปที่ตลาดอาจให้ความสนใจ แต่ควรรอให้ราคาแสดงการยืนเหนือ 7,844 ก่อน ไม่ใช่ใช้ระดับเป้าหมายด้านบนเป็นข้อสรุปว่าการขึ้นจะเกิดขึ้นแน่นอน

Nasdaq 100 ทำ High ใหม่ แต่แรงซื้อเริ่มชะลอใกล้ 31,360

Nasdaq 100 ยังคงมีโครงสร้างแข็งแรงกว่า S&P 500 ในระยะกลาง หลังสร้างจุดต่ำสุดที่ 30,081.06 จุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน ดัชนีฟื้นตัวต่อเนื่องจนผ่านยอดเดิม 30,770.63 จุดของวันที่ 22 กันยายน และขยายการขึ้นมาถึง 31,361.37 จุดในวันอังคาร

การผ่านยอดเดิมครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าการขยับขึ้นเพียงไม่กี่จุด เพราะ Nasdaq 100 สามารถสร้างระยะห่างจากแนวต้านเดิมได้หลายร้อยจุด อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวล่าสุดเริ่มมีรายละเอียดที่ควรระวัง โดยวันที่ 6 ตุลาคมราคาขึ้นไปทำ High 31,361.37 จุด แต่ปิดที่ 31,224.47 จุด ต่ำกว่าราคาเปิด 31,255.40 จุด แม้ดัชนียังบวก 0.48% เมื่อเทียบกับวันก่อน

นี่แสดงให้เห็นว่าแรงซื้อยังสามารถสร้าง High ใหม่ได้ แต่ผู้ขายเริ่มกลับเข้ามาระหว่างวันมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อราคาขึ้นจากบริเวณ 30,300 จุดมามากกว่า 1,000 จุดภายในเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์

ในเชิงโครงสร้าง Nasdaq ยังไม่ได้มีสัญญาณกลับตัวเป็นขาลง เพราะราคายังสร้าง Higher High และ Higher Low ต่อเนื่อง แต่หลังจากขึ้นเร็วหลายวัน การพักตัวระยะสั้นจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น หากไม่สามารถผ่าน High ล่าสุดได้ทันที

บริเวณ 31,300–31,360 จุด จึงเป็นแนวต้านระยะสั้นที่ต้องจับตา หากราคาเข้าใกล้พื้นที่นี้อีกครั้งแล้วมีแรงขายกลับในลักษณะเดียวกับวันอังคาร อาจทำให้ตลาดเริ่มสร้างกรอบพักตัวใกล้จุดสูงสุดแทนการเร่งตัวขึ้นต่อ แต่หากราคาปิดเหนือ 31,360 ได้อย่างชัดเจน พร้อมรักษาระดับในวันถัดไป จะเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อยังเพียงพอให้แนวโน้มขาขึ้นดำเนินต่อ

ด้านล่าง พื้นที่ประมาณ 31,100–31,200 จุด เป็นแนวรับแรกที่ควรติดตาม เพราะมีทั้ง High วันที่ 5 ตุลาคมที่ 31,117 จุด และบริเวณ Low วันที่ 6 ตุลาคมที่ 31,208 จุดอยู่ใกล้กัน หากราคาย่อลงแต่ยังรักษาพื้นที่นี้ได้ โครงสร้างจะยังคงเป็นการพักตัวตื้นภายหลังสร้างจุดสูงสุดใหม่

แนวรับที่สำคัญกว่าอยู่ประมาณ 30,800–31,060 จุด โดย Fibonacci 23.6% ของการขึ้นจาก 30,081 ถึง 31,361 อยู่ใกล้ 31,059 จุด ขณะที่บริเวณ 30,800 เป็นพื้นที่ซื้อขายสำคัญช่วงวันที่ 2–5 ตุลาคม การกลับลงมาทดสอบพื้นที่นี้ยังไม่จำเป็นต้องทำลายแนวโน้มระยะกลาง แต่จะทำให้การขึ้นที่รวดเร็วในช่วงต้นสัปดาห์ต้องใช้เวลาสร้างฐานใหม่

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ Nasdaq 100 จะสามารถสร้าง Higher Low หลังการย่อได้หรือไม่ หากราคาหยุดเหนือ 31,000 และกลับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ จะเป็นรูปแบบการต่อเนื่องของแนวโน้มที่มีคุณภาพดีกว่าการเร่งขึ้นโดยไม่มีการพัก แต่หากหลุด 30,800 และไม่สามารถกลับเหนือได้ การทะลุยอดเดิมช่วงปลายเดือนกันยายนจะเริ่มสูญเสีย momentum มากขึ้น

Dow ฟื้นตัวต่อ แต่ยังอยู่ต่ำกว่าแนวต้านระยะยาว

Dow Jones เพิ่มขึ้น 253.38 จุดในวันอังคารและปิดที่ 51,521.28 จุด หลังทำ High ระหว่างวันที่ 51,672.25 จุด การขึ้นครั้งนี้ทำให้ดัชนีฟื้นจาก Low 50,546.54 จุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมได้เกือบ 1,000 จุดภายในเวลาไม่กี่ session และเริ่มกลับมายืนเหนือบริเวณ 51,000 จุดได้ค่อนข้างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ S&P 500 และ Nasdaq 100 จะเห็นว่า Dow ยังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน สองดัชนีแรกทำจุดสูงสุดใหม่แล้ว แต่ Dow ยังต่ำกว่ายอดวันที่ 22 กันยายนบริเวณ 52,319 จุด และยังห่างจากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมมากกว่า 5%

ภาพ moving averages ก็ยังไม่สมบูรณ์ แม้ Dow จะกลับเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นและระยะกลางบางชุด แต่ราคายังต่ำกว่าเส้น MA200 ซึ่งอยู่บริเวณ 51,900–52,000 จุด ตามวิธีคำนวณแบบ Exponential และ Simple

นี่ทำให้การฟื้นของ Dow ยังเป็นการเคลื่อนไหวกลับขึ้นสู่แนวต้าน มากกว่าการสร้างแนวโน้มขาขึ้นใหม่ที่ได้รับการยืนยันแล้ว

แนวต้านแรกอยู่ประมาณ 51,650–51,900 จุด โดย High ล่าสุด 51,672 อยู่ใกล้ด้านล่างของพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ High วันที่ 25 กันยายนอยู่ที่ 51,875 จุด หาก Dow สามารถปิดเหนือ 51,900 และรักษาระดับไว้ได้ การฟื้นตัวจะเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น จากนั้นจึงค่อยมองพื้นที่ 52,000–52,320 จุด ซึ่งรวมทั้งแนวต้านเชิงจิตวิทยาและยอดช่วงปลายเดือนกันยายน

ด้านล่าง บริเวณ 51,250–51,400 จุด เป็นพื้นที่ที่ควรรักษาหากการฟื้นยังดำเนินต่อ เพราะมีทั้งราคาปิดวันที่ 5 ตุลาคมและ Low วันอังคารอยู่ใกล้กัน หากราคาหลุดพื้นที่นี้ การฟื้นระยะสั้นจะเริ่มอ่อนลง และตลาดอาจกลับไปทดสอบ 51,000 ก่อน Low วันที่ 5 ตุลาคมบริเวณ 50,863 จุด

ดังนั้น Dow ไม่ได้อยู่ในสภาพที่อ่อนแอเหมือนปลายเดือนกันยายนแล้ว แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถผ่านแนวต้านที่อยู่ด้านบนได้จริง ก่อนจะใช้เป็นหลักฐานว่าการขึ้นของตลาดกำลังขยายออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นกลุ่มอื่น

การทำ New High ครั้งนี้ยังต้องดู Market Breadth ประกอบ

แม้ S&P 500 และ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ข้อมูลภายในตลาดวันอังคารยังไม่ให้ภาพแข็งแรงเท่ากันทุกส่วน NYSE มีหุ้นขึ้นมากกว่าหุ้นลงประมาณ 1.93 ต่อ 1 ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากหลายวันก่อนหน้า แต่ในตลาด Nasdaq จำนวนหุ้นขึ้นและลงแทบเท่ากัน โดยมีหุ้นขึ้น 2,394 ตัวและหุ้นลง 2,378 ตัว

ขณะเดียวกัน Nasdaq Composite มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่รอบ 52 สัปดาห์ 61 ตัว แต่มีหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ถึง 182 ตัว ส่วน Russell 2000 ซึ่งสะท้อนหุ้นขนาดเล็กกลับลดลงประมาณ 0.6% ในวันที่ S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่

รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้ลบสัญญาณขาขึ้นของ S&P 500 และ Nasdaq 100 แต่แสดงว่าการขึ้นยังไม่ขยายตัวทั่วทั้งตลาด แม้แรงซื้อในบางกลุ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม

ในทางเทคนิค การทำ New High ของดัชนีโดยที่หุ้นจำนวนมากยังอ่อนแอสามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดที่หุ้นขนาดใหญ่มีน้ำหนักสูง แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากดัชนีเริ่มพึ่งหุ้นกลุ่มนำจำนวนไม่มาก และกลุ่มเหล่านั้นเกิดแรงขายทำกำไรพร้อมกัน

สำหรับวันที่ 7 ตุลาคม จึงควรดูทั้งการยืนเหนือแนวต้านเดิมของ S&P 500 และการตอบสนองของ Nasdaq 100 ใกล้ 31,360 จุด หากสองดัชนีสามารถรักษาฐานได้ พร้อมกับ Dow กลับขึ้นทดสอบ 51,900–52,000 และจำนวนหุ้นทำจุดต่ำสุดใหม่ลดลง จะเป็นสัญญาณว่าการทะลุแนวต้านครั้งนี้มีคุณภาพดีขึ้น

ในทางกลับกัน หาก S&P 500 กลับปิดต่ำกว่า 7,800 อย่างรวดเร็ว ขณะที่ Nasdaq หลุด 31,100 และ Dow ถูกขายกลับต่ำกว่า 51,250 พร้อมกัน การทำสถิติสูงสุดใหม่วันอังคารจะเริ่มดูเหมือนการเร่งขึ้นช่วงท้ายของรอบฟื้นมากกว่าการเริ่มต้นแนวโน้มใหม่

ขณะนี้หลักฐานทางเทคนิคยังสนับสนุนฝั่งซื้อ โดยเฉพาะ S&P 500 และ Nasdaq 100 ที่รักษาโครงสร้าง Higher High ได้ต่อเนื่อง แต่ทั้งสองดัชนีเริ่มมีแรงขายกลับจากจุดสูงสุดระหว่างวัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดต้องใช้เวลาเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์การยืนเหนือแนวต้านเดิม

บริเวณ 7,800–7,817 ของ S&P 500 จึงสำคัญกว่าการคาดการณ์ว่าจะขึ้นถึง 7,900 หรือ 8,000 จุดเมื่อใด เพราะหากแนวต้านเดิมเปลี่ยนเป็นแนวรับได้จริง การขึ้นรอบต่อไปจะมีโครงสร้างรองรับที่ชัดเจนกว่าเดิม

สำหรับ Nasdaq 100 จุดที่ต้องดูคือการรักษาฐานเหนือ 31,100 ขณะที่ Dow ต้องกลับเหนือ 51,900–52,000 เพื่อเริ่มลดความแตกต่างกับอีกสองดัชนี

ตลาดวันที่ 7 ตุลาคมจึงไม่ได้ขาดสัญญาณขาขึ้น แต่กำลังเข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญกว่า คือการพิสูจน์ว่าจุดสูงสุดใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นสามารถกลายเป็นฐานราคาสำหรับการขึ้นต่อได้จริงหรือไม่

โบรกเกอร์แนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความและการวิเคราะห์อื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดน้ำมันดิบ

Oil Refinery Analysis
13/10/2026 • วิเคราะห์ตลาด-ดัชนีหุ้น

S&P 500 13 ต.ค. 2026 แกว่งแคบใต้แนวต้าน 7,820 จุด

ผู้เขียน: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย อ่านเพิ่มเติม →
Oil Refinery Analysis
09/10/2026 • วิเคราะห์ตลาด-ดัชนีหุ้น

S&P 500 ทดสอบ Fibonacci 50% หลังแรงซื้อเริ่มชะลอ

ผู้เขียน: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย อ่านเพิ่มเติม →
Oil Refinery Analysis
08/10/2026 • วิเคราะห์ตลาด-ดัชนีหุ้น

S&P 500 วันที่ 8 ต.ค. 2026 หนี้ AI ก้อนใหญ่เริ่มเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้น

ผู้เขียน: อนุวัฒน์ วงศ์ชัย อ่านเพิ่มเติม →