ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนสถาบันและรายย่อยจำนวนมากต่างคาดการณ์ว่าราคาทองคำสปอต (XAU/USD) ควรจะทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง จากทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคุกรุ่นและการเริ่มเปลี่ยนผ่านทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลาง ทว่าในความเป็นจริง ราคาทองคำกลับเคลื่อนไหวในลักษณะติดหล่ม แกว่งตัวไซด์เวย์อยู่ในกรอบแคบ และไม่สามารถระเบิดพลังตามที่โมเดลของตลาดประเมินไว้ ปรากฏการณ์ "Underperformance" นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่เกิดจากแรงต้านเชิงโครงสร้างหลายมิติที่เข้ามาหักล้างแรงซื้ออย่างเป็นระบบ
1. พันธบัตรที่แท้จริง (Real Yields) ยังค้างสูง: กำแพงต้นทุนค่าเสียโอกาส
แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาบ้างแล้ว แต่ต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงยังไม่ได้ผ่อนคลายลงตามที่ตลาดคาด:
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (US 10-Year TIPS Yield): ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงแถว 1.85% – 2.05% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในรอบทศวรรษที่ผ่านมา
การแข่งขันจากสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ดอกเบี้ย: เมื่อผลตอบแทนที่แท้จริงจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังให้ดอกเบี้ยเกือบ 2% โดยปราศจากความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ เม็ดเงินของกลุ่มสถาบันจึงไม่มีความจำเป็นต้องโยกเข้าสู่ทองคำแท่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย (Non-yielding Asset)
เส้นผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve): การชันขึ้นของเส้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สะท้อนว่าตลาดเริ่มคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการระดมทุนมหาศาลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งกดดันให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวยังคงตึงตัว
2. กระแสเงินทุนฝั่งตะวันตกไม่ยอมตามน้ำ: การเทขายของกองทุน ETF
ความไม่สอดคล้องกันระหว่างแรงซื้อของธนาคารกลางและพฤติกรรมของกองทุนฝั่งชาติตะวันตกเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาทองขาดแรงส่ง:
ยอดถือครองของกองทุนทองคำโลก (Gold ETFs Outflows): ข้อมูลจากสภาทองคำโลก (WGC) สะท้อนว่า แม้ราคาจะทรงตัวในระดับสูง แต่กองทุนทองคำยักษ์ใหญ่อย่าง SPDR Gold Trust และกองทุนในยุโรปกลับมียอดถือครองทองคำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเห็นการไถ่ถอนสุทธิ (Net Outflows) ในระดับหลายหมื่นออนซ์ต่อเดือน
การโยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้น: สภาพคล่องระดับโลกส่วนใหญ่ถูกดึงดูดเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่า ทำให้ทองคำกลายเป็นตัวเลือกอันดับรองในการจัดสรรสินทรัพย์เชิงรุก
3. การชะลอตัวของอุปสงค์ทองคำทางกายภาพ (Physical Demand Destruction)
ระดับราคาที่ยืนสูงต่อเนื่องเริ่มส่งผลกระทบย้อนกลับต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคจริงในตลาดเกิดใหม่:
ตลาดเอเชียเริ่มตั้งรับ: สองผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างจีนและอินเดียเริ่มเห็นการชะลอตัวของยอดซื้อเครื่องประดับและทองคำแท่ง ค่าพรีเมียมทองคำในตลาดเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange: SGE Premium) ที่เคยพุ่งสูง เริ่มพลิกกลับมาติดลบหรือแกว่งตัวใกล้ระดับศูนย์ บ่งชี้ว่าผู้บริโภคไม่ยอมไล่ซื้อราคาในโซนสูง
แรงขายทำกำไรของทองเก่า (Scrap Gold): ปริมาณทองคำรีไซเคิลที่ไหลกลับเข้าสู่ระบบเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งทำหน้าที่เป็นอุปทานส่วนเกินคอยดูดซับแรงซื้อใหม่ในตลาด
4. ระดับราคาทางเทคนิคและสมรภูมิชี้ชะตา (XAU/USD)
แนวต้านสำคัญที่กดดันราคา:
บริเวณ $4,350 – $4,380 ต่อออนซ์ ยังคงทำหน้าที่เป็นแนวปะทะที่หนาแน่น ทุกครั้งที่ราคาพยายามดีดตัวขึ้นทดสอบมักจะเผชิญแรงเทขายทำกำไรของกลุ่มเฮดจ์ฟันด์
แนวต้านจิตวิทยาที่ $4,450 – $4,500 ต่อออนซ์ จำเป็นต้องเห็นการอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญของดัชนีดอลลาร์ (DXY) หลุดต่ำกว่าระดับ 102.00 จุด ร่วมกับ Real Yields ที่ปรับตัวลดลง จึงจะมีแรงส่งพอให้เบรกผ่าน
แนวรับรองรับโครงสร้างราคา:
แนวรับระยะสั้นอยู่ที่บริเวณ $4,250 – $4,280 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นโซนสะสมกำลังเดิม
แนวรับโครงสร้างหลักเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน อยู่ที่บริเวณ $4,180 – $4,200 ต่อออนซ์ หากราคายังประคองตัวเหนือระดับนี้ได้ ภาพรวมยังคงเป็นการพักฐานเพื่อสะสมพลัง แต่หากหลุดต่ำกว่านี้ อาจเปิดความเสี่ยงให้เกิดการปรับฐานลึกเพื่อล้างสถานะ Long ออกจากระบบ
บทสรุปภาพรวม: การที่ทองคำทำผลงานได้ต่ำกว่าคาดการณ์ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มหลักกลายเป็นขาลง แต่เป็นการสะท้อนสภาวะที่ตลาดได้ซึมซับข่าวสารเชิงบวกไปล่วงหน้ามากเกินไปแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงสูงและกระแสเงินทุนจากกองทุน ETF ยังคงไหลออก ตลาดจึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างฐานราคาและระบายแรงขายทำกำไรออกไปก่อนที่รอบขาขึ้นครั้งใหม่จะเริ่มต้นขึ้นได้อย่างยั่งยืน